2565 · บทเรียน · เหตุการณ์

ร้านคาเฟ่ ชาไข่มุก และเบเกอรี่ ที่ตั้งใจมากกำไร กลับกลายเป็นมากประสบการณ์ — Kamu · Waffle · Milky Day · GODO Cafe

2565

ปี 2556 ที่กลับบ้าน ผมเปิดร้านของตัวเองร้านแรกด้วยการซื้อแฟรนไชส์มาสองแบรนด์ — ชาไข่มุกกับวาฟเฟิล — ตั้งอยู่ในห้างแห่งหนึ่งในเมืองภูเก็ต สาขาเดียว ช่วงแรกขายดี ตอนนั้นร้านอาหารไม่อยู่ในความคิดผมเลย

ปี 2562 ปีเดียวกับที่เปิดบ้านอาจ้อ ผมเปิดสาขาที่สองในชื่อ GODO Cafe (โกปี๊เตี่ยม + โดนัท) ร่วมกับหุ้นส่วนที่เพิ่งสร้างตึกใหม่เสร็จ และตั้งใจไปทำงานกับพี่ที่ผมนับถือคนหนึ่ง — พี่เขาทำธุรกิจเก่ง มีไอเดียเจ๋งๆ ผมคิดว่าจะได้เรียนรู้วิธีคิดและวิธีสร้างธุรกิจจากเขา ผมทำกาแฟกับเครื่องดื่ม ขนมและเบเกอรี่เป็นของพี่เขา สุดท้ายร้านนั้นกลายเป็นต้นแบบของโมเดลเบเกอรี่+กาแฟที่วันนี้พี่เขาขยายสาขาและร่วมกับเจ้าของสถานที่ต่างๆ มีหลายสาขาทั่วเมืองไปจนถึงต่างจังหวัด — ผมได้เรียนรู้วิธีคิดจริง แต่ไม่ใช่จากทางที่ตั้งใจ

สิ่งที่ผมค้นพบที่ GODO คือ ถ้ากำไรขั้นต้นต่อหน่วยไม่มากพอ ธุรกิจที่มีหน้าร้านจะอยู่ยาก และเค้กกับเบเกอรี่มีคำสาปของมันเอง: ตู้เค้กที่ไม่เต็มจะขายไม่ดี แต่เค้กอายุสั้น เก็บได้ไม่นานก็ต้องรีบปล่อย โปรโมชั่นจึงตามมาเสมอ ยิ่งเค้กไทยที่มีกะทิยิ่งทำยาก เสียง่าย และขายได้ราคาถูก การสร้างแบรนด์เป็นทางเดียวที่จะทำให้ของพวกนี้มีมูลค่าและอยู่ในตลาดต่อได้ — ซึ่งผมไม่ได้ทำ

ร้านชาที่ห้างเริ่มไม่ไหวก่อนโควิด ห้างไม่ปรับปรุงตัวเอง ลูกค้าที่เดินเปลี่ยนกลุ่ม ที่รอดมาได้เพราะมีนักเรียนโรงเรียนดนตรีข้างๆ เป็นลูกค้าประจำ พอโควิดมาลูกค้าหายไปอีกชั้น การตัดสินใจของผมตอนนั้นคือ เปิดเพิ่ม — สาขาที่สามในเมือง ปี 2564 เพื่อดันยอดขาย พอสัญญาแฟรนไชส์หมด ค่าต่อสัญญาขึ้นราวสามเท่า ผมเลยลองสร้างแบรนด์ใหม่ชื่อ Milky Day เอาเค้กกับขนมของเพื่อนมาปั่นเป็นเครื่องดื่ม เปิดทดสอบ 12 ธันวาคม 2564 สินค้าไม่เวิร์ก — คนไม่ได้อยากดื่มเค้ก และมันแคลอรี่สูงเกินไปสำหรับยุคนั้น

ผมยื้อทั้งหมดนี้ไว้สองปีกว่า กำไรทั้งหมดที่ร้านชาทำมาตั้งแต่วันแรกหมดไปกับค่าดำเนินการช่วงโควิด ร้านชาปิดปี 2565 Milky Day ปิดปีเดียวกัน GODO อยู่ต่อ แต่หลังโควิดเค้กแบบเดียวกันหาซื้อได้ทั่วเมืองแล้ว ร้านไม่เหลือจุดเด่น ปลายปี 2567 ร้านย้ายเข้าบ้านโบราณและเปลี่ยนชื่อโดยผมไม่ได้ถือหุ้นอีก

ถ้าย้อนได้ ผมควรปิดให้เร็วกว่านี้มาก ผลิตภัณฑ์ที่ตกยุคแล้วไม่ควรฝืนทำต่อ และการเปิดสาขาเพิ่มเพื่อแก้ยอดตกคือการเอาปัญหาไปคูณสอง อีกเรื่องที่ผมไม่ยอมรับตอนนั้นคือโฟกัสของผมไม่ได้อยู่ที่ร้านแล้ว ตั้งแต่เริ่มบ้านอาจ้อ ผมยกร้านให้ผู้จัดการรัน ลูกค้าไม่ได้รับความใส่ใจ ร้านค่อยๆ แย่ลงทีละเดือน และไม่มีใครกล้าบอกผมตรงๆ — เพราะผมไม่ได้อยู่ให้บอก

สิ่งที่ยังอยู่จากร้านนั้นคือ ตอนนี้ผมยืนอยู่ที่ร้านของตัวเองทุกวัน